การทำตลาดแบบธุรกิจกับธุรกิจหรือที่เรียกว่า B2B มีความซับซ้อนและแตกต่างจากการทำตลาดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง หัวใจสำคัญที่สุดคือการเจาะจงเข้าถึงตัวจริงที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการฝ่าย หรือคณะกรรมการจัดซื้อ การส่งสารไปยังพนักงานระดับปฏิบัติการมักไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า การวางกลยุทธ์ที่คมชัดและการใช้ช่องทางที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ของคุณไปสู่ความสำเร็จ
ทำความเข้าใจธรรมชาติของผู้ตัดสินใจในยุคปัจจุบัน
ก่อนจะเริ่มวางแผนการตลาดใดๆ คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรยุคใหม่ไม่ได้ใช้เวลาว่างมานั่งดูโฆษณาออนไลน์ทั่วไป พวกเขาถูกแวดล้อมด้วยข้อมูลจำนวนมากในแต่ละวันและมีเวลาจำกัด การเข้าถึงคนกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยความเข้าใจในปัญหาทางธุรกิจที่พวกเขากำลังเผชิญอย่างลึกซึ้ง
พฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริง
-
ผู้ตัดสินใจมักมองหาความคุ้มค่าระยะยาวและความสามารถในการลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้
-
พวกเขาไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการเพียงเพราะตัวผลิตภัณฑ์ แต่ซื้อความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการลงทุน
-
ข้อมูลประกอบการตัดสินใจต้องมีความชัดเจน มีตัวเลขรองรับ และพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง
ความท้าทายในการเข้าถึง
-
มีระบบคัดกรองข้อมูลหรือเลขาธิการส่วนตัวที่คอยกลั่นกรองข้อความและสายเรียกเข้า
-
ความใส่ใจต่อข้อความขายตรงหรือสแปมมีต่ำมาก หากเปิดอ่านแล้วไม่พบประโยชน์จะถูกปิดทันที
กลยุทธ์การเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับผู้บริหาร
การสร้างกลยุทธ์ที่ตรงจุดช่วยลดระยะเวลาและงบประมาณในการหาลูกค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกสัมผัส
การใช้ Account-Based Marketing หรือ ABM
แนวทางการตลาดแบบมุ่งเน้นบัญชีรายชื่อองค์กรเป้าหมายคือหัวใจหลักของการทำ B2B ในปัจจุบัน แทนที่จะหว่านแหหาลูกค้า คุณควรคัดเลือกบริษัทที่คุณต้องการร่วมงานด้วยจริงๆ จากนั้นจึงออกแบบแคมเปญการตลาดและการสื่อสารที่เจาะจงไปยังบริษัทเหล่านั้นโดยเฉพาะ การทำเช่นนี้ทำให้ผู้บริหารรู้สึกเหมือนเนื้อหานั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของบริษัทพวกเขาโดยเฉพาะ
การสร้างเนื้อหาเชิงลึกที่ตอบโจทย์ Pain Point
-
จัดทำรายงานวิจัยหรือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นตัวเลขความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
-
เขียนบทความวิเคราะห์แนวโน้มตลาดที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนั้นโดยตรง
-
นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายผ่าน Whitepaper หรือ E-book
ช่องทางทรงพลังในการเข้าถึงผู้มีอำนาจ
การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายระดับองค์กรเป็นปัจจัยชี้
เป็นชี้ตายว่าข้อความของคุณจะไปถึงมือผู้บริหารหรือไม่
การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เชิงธุรกิจ
แพลตฟอร์มอย่างลิงก์อินถือเป็นพื้นที่หลักในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย B2B การสร้างตัวตนของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทของคุณให้มีความน่าเชื่อถือ การโพสต์เนื้อหาที่มีมุมมองทางธุรกิจเฉียบคม และการสร้างคอนเนกชันผ่านการทักทายที่มีคุณภาพ ล้วนเป็นวิธีที่ได้ผลดีเยี่ยม
การตลาดผ่านอีเมลที่มีความเป็นส่วนตัวสูง
การส่งอีเมลแบบหว่านข้อความเดิมๆ ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป อีเมลที่จะเข้าถึงผู้บริหารต้องผ่านการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของพวกเขามาเป็นอย่างดี ระบุชื่อและปัญหาเฉพาะเจาะจงในองค์กรของพวกเขา พร้อมทั้งเสนอทางออกสั้นๆ ที่กระชับและน่าสนใจ
การสร้างความน่าเชื่อถือและการรักษาความสัมพันธ์
เมื่อสามารถสร้างการติดต่อขั้นต้นได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อนำไปสู่การปิดการขาย
การสร้างเครือข่ายและการบอกต่อ
-
เข้าร่วมงานสัมมนาเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมระดับสูงเพื่อสร้างความคุ้นเคย
-
ใช้ลูกค้าปัจจุบันที่มีชื่อเสียงมาช่วยบอกต่อความสำเร็จหรือทำกรณีศึกษาร่วมกัน
-
ให้ความรู้ก่อนการขายโดยไม่เร่งรัดปิดการขายจนเกินไป
คำถามที่พบบ่อย
การทำตลาดแบบ B2B แตกต่างจาก B2C อย่างไรในแง่ของระยะเวลาการตัดสินใจ
การตัดสินใจซื้อในตลาด B2B ใช้เวลานานกว่ามากเนื่องจากมีกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอน มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และเกี่ยวข้องกับงบประมาณขนาดใหญ่ ในขณะที่ B2C มักเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์และใช้เวลาสั้นกว่า
ควรเริ่มต้นทำ Account-Based Marketing อย่างไรสำหรับธุรกิจขนาดกลาง
ควรเริ่มจากการคัดเลือกกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสุดสิบถึงยี่สิบบริษัท วิเคราะห์ปัญหาเฉพาะของแต่ละบริษัท จากนั้นจึงประสานงานระหว่างทีมการตลาดและทีมขายเพื่อสร้างข้อเสนอพิเศษที่ตรงกับความต้องการของแต่ละราย
ทำไมการใช้ข้อความขายตรงจึงมักล้มเหลวในการเข้าถึงผู้บริหาร
เพราะผู้บริหารระดับสูงมองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะมาช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่เซลส์ที่พยายามยัดเยียดสินค้า การเริ่มต้นด้วยการขายทันทีโดยยังไม่สร้างความน่าเชื่อถือจึงทำให้ถูกปฏิเสธได้ง่าย
เราควรวัดผลความสำเร็จของการตลาด B2B อย่างไร
ควรวัดผลผ่านคุณภาพของรายชื่อผู้มุ่งหวังที่ผ่านการคัดกรอง อัตราการแปลงจากผู้มุ่งหวังเป็นโอกาสในการขาย มูลค่าของสัญญาในระยะยาว และต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่เทียบกับผลกำไรที่ได้รับ
อีเมลแนะนำตัวควรมีความยาวเท่าใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
อีเมลควรมีความสั้นกระชับ อ่านจบได้ภายในสามสิบวินาที เน้นระบุปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญและเสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น พร้อมทั้งเชิญชวนพูดคุยเพิ่มเติมโดยไม่มีข้อผูกมัด
การสร้างเนื้อหาประเภทใดที่ดึงดูดใจผู้บริหารระดับ C-Suite มากที่สุด
เนื้อหาประเภทข้อมูลเชิงสถิติ แนวโน้มตลาดในอนาคต บทวิเคราะห์ความเสี่ยง และกรณีศึกษาที่แสดงผลลัพธ์การลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรอย่างชัดเจน จะดึงดูดความสนใจได้ดีที่สุด




